
ปี 2006 คือเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน รวม 4 ประเทศได้ตกลงร่วมกันที่จะก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การพัฒนาประเทศร่วมกัน เรียกชื่อว่า BRIC โดยเอาอักษรตัวแรกของแต่ละประเทศมารวมกัน ต่อมา South Africa ก็ขอเข้าร่วมด้วย จึงได้เติมตัวอักษร S ต่อท้ายเข้าไปให้ครบทุกประเทศกลายเป็น “BRICS” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้น
กาลเวลาผ่านไปประเทศที่ขอเข้าร่วม BRICS มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น แอฟริกาใต้ เอธิโอเปีย อิหร่าน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเหล่านี้ต่างมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ ซึ่งขณะนั้นถูกครอบงำโดยอเมริกา การเรียกชื่อ BRICS ที่ขยายตัวออกไปให้ครบทุกประเทศทำไม่ได้ จึงมีวิธีเรียก 2 วิธี โดยปกติก็เรียกตามชื่อประเทศที่เริ่มก่อตั้งคือ BRICS หรือถ้าจะหมายถึง BRICS รวม ๆ ทุกประเทศเข้าด้วยกันก็เรียกว่า Greater BRICS หรือจะเรียกว่า BRICS เฉย ๆ ก็ได้
ต้นปี 2023 ที่ผ่านไป ไทยก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS แล้ว แต่ยังไม่ผ่านขั้นตอนการยอมรับเป็นสมาชิกเต็มตัว (member) เป็นได้แต่เพียง “สมาชิกหุ้นส่วน” หรือ partner จนกว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025
ความน่าสนใจของกลุ่ม BRICS คือ การมีสมาชิกที่เป็นชาติมหาอำนาจของแต่ละทวีป เช่น จีนและรัสเซีย รวมทั้งอีกหลายประเทศที่ทรงอิทธิพลในแต่ละทวีป เช่น แอฟริกาใต้ และบราซิล หากจำนวนสมาชิกของ BRICS เพิ่มขึ้นต่อไปอีก จำนวนสมาชิกของ BRICS อาจสูงถึง 45% ของประชากรโลก มูลค่าทางเศรษฐกิจก็อาจสูงถึง 28% ของมูลค่ามวลรวมของเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS ยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบราว 44% ของโลกด้วย
ในปี 2014 สมาชิกกลุ่ม BRICS ได้ก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ชื่อ New Development Bank ขึ้น เพื่อให้เงินกู้แก่ประเทศที่ต้องการนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สิ้นปี 2022 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งนี้ได้ปล่อยกู้ให้ชาติที่กำลังพัฒนาเพื่อนำไปสร้างถนน สะพาน ทางรถไฟ และโครงการพัฒนาน้ำประปารวมมูลค่าเกือบ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ศาสตราจารย์ โมดีคาร์แห่งมหาวิทยาลัยทรินิตี คอลเลจ ดับบลินในไอร์แลนด์ อธิบายถึงแนวความคิดการก่อตั้งธนาคารแห่งนี้ว่า มันคือเป้าประสงค์เชิงหลักการของจีน เขากล่าวว่า “จีนกำลังพยายามใช้เวที BRICS เพื่อสร้างอำนาจและอิทธิพลโดยเฉพาะในแอฟริกา เพื่อกลายเป็นพลังนำในซีกโลกใต้”
ขณะที่รัสเซียหนึ่งในมหาอำนาจ BRICS ก็มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป “รัสเซียมองว่าจะใช้กลุ่ม BRICS เป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับชาติตะวันตก และช่วยให้เอาชนะมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติหลังบุกโจมตียูเครน”
โดยทั่วไปในการค้าระหว่างประเทศของกลุ่ม BRICS ยังคงใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน สมาชิกในกลุ่มเสนอให้สร้างสกุลเงินของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่เรื่องนี้แม้การประชุมครั้งล่าสุดก็ยังไม่มีการหารือถึงเรื่องนี้ อุปสรรคที่สำคัญคือความยุ่งยากในการปฏิบัติ เพราะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันมาก แต่ ศ.โมดีคาร์ก็มีความเห็นว่า ในอนาคตประเทศเหล่านี้อาจพิจารณาสกุลเงินชนิดใหม่ขึ้นมา หรืออาจใช้เงินคริปโตสำหรับการค้าระหว่างประเทศก็ได้
เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของกลุ่ม BRICS จะสดใสยิ่งขึ้นอีก เมื่อจีนจะเข้ามารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนในปี 2027 ในฐานะเจ้าภาพและมหาอำนาจ จีนได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การลดความยากจน การประชุมที่นิวเดลีได้วางรากฐานสำหรับการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในปีหน้าจะสามารถกำหนดหลักการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยกสถานะของ BRICS ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น
อนาคตของกลุ่ม BRICS ไม่ได้อยู่ที่การเป็นศัตรูกับโลกตะวันตก แต่เป็นการมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในซีกโลกใต้ เมื่อมีการตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการกำกับดูแลระหว่างประเทศ เสียงของสมาชิก BRICS จะประสบความสำเร็จอย่างสำคัญตามเป้าหมายที่ตั้งไว้