ในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ปั่นป่วนวุ่นวายในปัจจุบัน ความแตกต่างระหว่างประเทศต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น สีจิ้นผิงได้นำเสนอข้อคิดเกี่ยวกับ“การสร้างสันติภาพของโลก” ไว้ในหลายโอกาส เช่น ปี 2021 เสนอความเห็นเรื่องการพัฒนาโลก ปี 2022 เรื่องการสร้างความปลอดภัยให้กับโลก ปี 2023 เรื่องอารยธรรมโลก และปีนี้ก็ได้พูดถึงการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ของโลก

ข้อคิดของสีจิ้นผิงกล่าวโดยรวมแล้ว ก็คือเค้าโครงการปฏิบัติอย่างเป็นระบบของความคิดที่ว่า“จะสร้างโลกแบบไหน สร้างอย่างไร จึงจะนำพามนุษย์ทั้งมวลที่มีชะตาชีวิตร่วมกันเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างมีเสถียรภาพ” สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีก็คือ ต้องมีเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายต่างเห็นร่วมกัน เป้าหมายที่เห็นร่วมกันนี้จะเป็นธงนำให้ทุกคนมองข้ามความขัดแย้ง มุ่งหน้าสู่อนาคตตามเป้าหมายชี้นำเพื่อไปสู่ความมั่นคงยั่งยืน โลกที่ปั่นป่วนโกลาหลทุกวันนี้ จำเป็นต้องมีธงนำเป็นหลักชัยให้ทุกคนเดินไปสู่หนทางที่ถูกต้อง
( การปะทะที่ยืดเยื้อและมองไม่เห็นจุดจบระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดว่า สาเหตุของความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนแก้ไม่ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับไม่พยายามพูดคุยถึงปัญหาและหาข้อตกลงร่วมกันในการแก้ปัญหา หรือลดความรุนแรงของปัญหาลง การรบราฆ่าฟันจึงยืดเยื้อไปเรื่อย ๆ ขาด“ธงนำ” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างยึดถือเพื่อดับไฟสงครามลงได้อย่างง่าย ๆ )
เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติมีความเห็นว่า ความคิดริเริ่มของจีน สอดคล้องกันอย่างดีกับปัญหาที่สหประชาชาติให้ความสนใจ ผู้นำอีกหลาย ๆ ประเทศก็เห็นด้วยว่าเป็นแผนปฏิบัติในการแก้ปัญหาความขัดแย้งปั่นป่วนของโลกได้
ในด้านการพัฒนา ปัญหาใหญ่อยู่ที่การพัฒนาระหว่างซีกโลกเหนือและใต้ที่มีช่องห่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ วิกฤตเกี่ยวกับพลังงาน เสบียงอาหาร นวัตกรรมต่าง ๆ นับวันมีช่องห่างกันมากขึ้น สิทธิประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาไม่มีหลักประกันที่แน่นอน ปัจจุบันยังมีประชากรราว 1,100 ล้านคนในซีกโลกใต้ที่ยังตกอยู่ภายใต้หลุมลึกแห่งความยากจนสุด ๆ
ในด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ ปัจจุบันการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธทั้งเล็กทั้งใหญ่เกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ นับวันเพิ่มมากขึ้นจนขณะนี้ สถิติการสู้รบกันด้วยอาวุธสูงถึงจุดสูงสุดของหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ประชาชนที่ต้องหนีภัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีหลัง การเผด็จอำนาจฝ่ายเดียวแบบจักรวรรดินิยมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระเบียบโลก ภัยคุกคามความปลอดภัยใหม่ ๆ ก็เกิดถี่ขึ้น เป็นเหตุให้โลกต้องตกอยู่ในสภาพ“สังคมที่เสี่ยงอันตราย”
ในด้านอารยธรรม ประเทศที่มีอำนาจส่วนหนึ่งจงใจสร้างความเป็นปรปักษ์ทางอารยธรรมให้เกิดความแตกแยกเป็นฝักฝ่าย มีเจตนาที่จะดัดแปลงกระทั่งมุ่งทำลายอารยธรรมของคนอื่น ทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน
ในด้านการร่วมกันบริหารจัดการโลก เมื่อมีเหตุให้ไม่ได้ดังใจ ประเทศใหญ่มักใช้วิธีข่มขู่ว่าจะ“ถอนตัว”“จะฉีกสนธิสัญญา”“จะตัดความสัมพันธ์” กระทั่งใช้กำลังชักดึงประเทศโลกฝ่ายใต้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าตามที่ต้องการ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ความมีประสิทธิภาพของระบบโลกตกอยู่ในกำมือของประเทศใหญ่
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สหประชาชาติได้ผ่านญัตติการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้ากำหนดให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นในปี 2030 แต่ทว่าในระหว่างปฏิบัติกลับมีอุปสรรคมากมาย มีเพียง 35% ของโครงการที่ทำได้อย่างราบรื่น ส่วนอีก 18% กลับถูกดึงให้ถอยหลัง จากสถิติพบว่าประเทศยากจนที่อยู่ในลำดับท้าย ๆ มีทรัพย์สินรวมกันเพียง 2% ของโลก แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการพัฒนาซีกโลกใต้มีอุปสรรคมากมาย ที่ทำให้ขาดความสมดุลอย่างมหันต์ แสดงให้เห็นว่าปัญหาใจกลางของโลกทุกวันนี้ยังมีจุดอ่อน การขัดขวางไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและลัทธิปกป้องทางการค้า ก็เร่งเสริมให้เกิดความไม่เป็นธรรม เกิดสภาพ“คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น”
นอกจาก“ความคิดริเริ่ม” 4 ข้อ เช่น ความคิดริเริ่มด้านการพัฒนาโลก, ความมั่นคงโลก, อารยธรรมโลก และการบริหารจัดการโลก ที่สีจิ้นผิงนำเสนอเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพของโลกแล้ว ประเทศจีนยังได้เสนอ“ความคิดริเริ่มทางด้านการปฏิบัติ” ด้วยการยืนหยัดการกระทำ 6 ประการสำหรับแก้ปัญหาการพัฒนาคือ ยืนหยัดให้การพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ยืนหยัดถือประชาชนเป็นใจกลาง ยืนหยัดความทั่วถึงและการหลอมรวม ยืนหยัดขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยืนหยัดให้คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ยืนหยัดมุ่งเน้นการปฏิบัติ ผลักดันให้เกิดการกระทำร่วมกันอย่างเสมอภาค เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เข้าร่วมต่างได้รับประโยชน์จากการพัฒนา